checklist for Executive
Friday, 03 July 2020 / Published in Energy Efficiency Management, Sustainability
          ด้วยสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 (Covid-19) หลายธุรกิจต่างประสบกับปัญหา อาจถึงขั้นหยุดกิจการหรือปิดกิจการ ซึ่งเป็นผลกระทบอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจการโรงแรม ที่เกิดจากการปิดพื้นที่ Lockdown ประเทศ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และถึงแม้ว่าตอนนี้รัฐบาลได้มีมาตรการคลายล็อคดาวน์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ปกติอีกครั้ง แต่ในยุคโควิด-19 พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวได้เปลี่ยนไปตามปัจจัยความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โรงแรมและธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่วิถีท่องเที่ยวและมาตรฐานรูปแบบใหม่ (Travel New Normal) ซึ่งโรงแรมต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง ยกระดับการปฏิบัติงาน การเข้าพัก และการให้บริการให้ได้มาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ดี สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวในการตัดสินใจเลือกที่พักหรือเข้าใช้บริการ   Checklist 1 จัดทำมาตรการเร่งด่วน ยกระดับมาตรฐานให้กับโรงแรม มาตรการตรวจสอบ คัดกรอง และประเมินความเสี่ยงของพนักงานและแขกผู้ใช้บริการ พร้อมจัดทำระบบการรายงานการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยของพนักงาน และเช็กประวัติการเดินทางของลูกค้าก่อนการ Check-in เข้าพักในโรงแรม มาตรการด้านสุขอนามัย กำหนดให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า จัดให้มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล (Social Distancing) อย่างน้อย 1-2 เมตร และจัดเตรียมจุดให้บริการเจลล้างมือแอลกอฮอล์ให้กับพนักงานและลูกค้า พร้อมส่งเสริมให้มีการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ มาตรการป้องกันและควบคุมเชื้อโรค โดยการวางแผนทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อในอากาศ บนพื้นผิวสัมผัส วัตถุและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในทุกพื้นที่ ทั้งพื้นที่ของพนักงาน
INNO นำ Digital Innovation สู่การยกระดับการทำงานบริการ (Hospitality) เพื่อการบริหารจัดการอาคารแห่งอนาคต เมื่อ New Normal บีบบังคับให้อาคารต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้ายิ่งกว่าที่เคย ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต covid-19 ที่ส่งผลกระทบกระจายไปทั่วโลก ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างมากคงหนีไม่พ้นธุรกิจบริการ (Hospitality) ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งสถานศึกษา คำถามจากทุกภาคส่วนสะท้อนกลับมาเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำอย่างไรถึงจะสร้าง “ความมั่นใจ” เพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการในยุค New Normal ที่พฤติกรรมลูกค้าได้เปลี่ยนไปจากเดิม ผู้บริหารอาคารต้องปรับตัวอย่างไรในสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แหล่งที่มาสำคัญอันดับต้นๆของ “ความมั่นใจ” เหล่านั้น แน่นอนว่าจะถูกสัมผัสได้จากองค์ประกอบทั้งหมดของ “อาคาร” จากประสบการณ์การบริหารอาคารของอินโนมากกว่า 25 ปี “หัวใจของอาคาร” ไม่ได้ปรับ เปลี่ยนไป แต่หากสถานการณ์ต่างๆ ช่วยให้เรามั่นใจในสิ่งสำคัญเหล่านี้มากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีการดำเนินการเพียงแค่ในบางอาคารเท่านั้น แต่ความปกติใหม่นี้ดึงให้ทุกอาคารกลับมาเห็นความสำคัญในส่วนที่สำคัญที่สุด เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าของอาคารที่ต้องมีความมั่นคงและมาตรฐานสูง อีกทั้งยังมีการรักษาสมดุลย์การใช้พลังงานและการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ Transform ผ่าน Digital Innovation ในงานวิศวกรรมอาคาร ซึ่งจะเป็น New Normal ในอนาคต
ในช่วงที่หลายองค์กรเริ่มมีมาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้านหรือ Work from Home ก็จะมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ทีวี ตู้เย็น เตาไฟฟ้า ไมโครเวฟ โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ ที่ทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ยิ่งในช่วงหน้าร้อนแบบนี้แล้วนั่งทำงานชิล ๆ ไปยังไม่ทันรู้ตัว ก็เจอกับบิลค่าไฟฟ้าที่พุ่งทะยานจนต้องตกใจ ซึ่งเราเองก็คิดว่าใช้เพิ่มไปนิดเดียวเองทำไมค่าไฟฟ้าถึงสูงขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นเราลองมาดูกันว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้มีอะไรบ้าง และกินไฟเท่าไหร่ แล้วจากนั้นเราจะมาลองคำนวณค่าไฟกันค่ะ การใช้ไฟฟ้า 1 หน่วย หรือ 1 ยูนิต คือ การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า 1,000 วัตต์ ในหนึ่งชั่วโมง จะมีสูตรการคำนวนดังนี้ 1 หน่วย = [กำลังไฟฟ้า(วัตต์) ของเครื่องใช้ไฟฟ้า / 1000] x จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า x จำนวนชั่วโมงการใช้งานใน 1 วัน ตัวอย่าง เครื่องปรับอากาศ ขนาด 18,000 BTU (ประมาณ 2,000 วัตต์) จำนวน 1
Friday, 06 July 2018 / Published in Energy Efficiency Management, Success Cases
หลักการในการจัดการพลังงานสำหรับอาคาร สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญประการหนึ่งคือ อาคารต้องมีการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากอาคารโรงพยาบาลนั้นจัดว่าเป็นอาคารที่มีการใช้พลังงานในปริมาณที่มากกว่าอาคารทั่วไป โรงพยาบาลต้องการความปลอดภัยสะดวกรวดเร็วในการให้บริการแก่ผู้ป่วย ผู้มาใช้บริการ ผู้บริหารโรงพยาบาล และบุคลากรทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการทำงานที่สอดคล้องกันเป็นการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันหรือตลอดเวลา ดังนั้นการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพจะทำให้สามารถลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ มีระบบ monitoring เป็นระบบที่มีการเฝ้าติดตามสังเกตพฤติกรรมการทำงานของเครื่องจักรอุปกรณ์ รวมไปถึงในการ operation เครื่องจักร ทำให้ทราบถึงสิ่งที่เกิดข้อบกพร่องและข้อผิดพลาด หรือเมื่อไหร่ที่ถึงเวลาที่เครื่องจักรต้องบำรุงรักษา ทำให้เราสามารถกำหนดการวางแผนบำรุงรักษาเป็นการล่วงหน้าได้ทันการ เป็นการทำ predictive maintenance ระบบจะบอกประสิทธิภาพและตรวจสภาพในการทำงานของเครื่องจักรอุปกรณ์ตลอดเวลาโดยผ่าน sensor ต่าง ๆ เช่นการติดตั้งเครื่องมือวัดพลังงานไฟฟ้า เราก็สามารถพิจารณาถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานในเครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อสามารถทราบหรือหาสาเหตุความรุนแรงในสิ่งที่ผิดปกติที่เริ่มเกิดขึ้นได้ซึ่งเป็นที่มาของการสิ้นเปลืองพลังงาน หรือทราบข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าแต่ละหน่วยงานช่วยให้บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ENERGY AND ENGINEERING INFORMATION SERVICE   ในการ control หรือการควบคุมให้เป็นไปตามฟังก์ชันและเงื่อนไข ในการปฏิบัติงานผ่านซอฟต์แวร์ มีการควบคุมเครื่องจักรอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะทำให้เกิดการควบคุมที่มีความปลอดภัยถูกต้องแม่นยำในการวิเคราะห์และประมวลผล ทำให้เกิดความรวดเร็ว ประหยัดเวลาให้กับองค์กร รวมทั้งประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย ตลอดจนเกิดความเชี่ยวชาญในการควบคุมการปฏิบัติงาน   ENERGY AND ENGINEERING
Wednesday, 27 June 2018 / Published in Energy Efficiency Management, Sustainability
การลงทุนทางด้านพลังงานของประเทศ เราแบ่งออกเป็น 2 อย่างหลัก ๆ คือ ด้าน Supply กับ Demand ทางด้าน Supply ก็จะเน้นไปกับการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อจัดจำหน่าย ส่วนทางด้าน Demand ก็จะมองถึงผู้ใช้หรือผู้ประกอบการที่ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน แต่ปัจจุบันผู้ใช้สามารถลงทุนด้าน Supply ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Solar rooftop ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน และหลักการในการลงทุนมาตรการประหยัดพลังงานให้ประสบความสำเร็จ สิ่งที่สำคัญในการลงทุนที่ผู้บริหารต้องมองถึงคือ “ความคุ้มค่าในการลงทุน” ความคุ้มค่าสามารถกล่าวได้อีกทางหนึ่ง คือ การมองผลลัพธ์ให้ครบนั่นเอง โดยปกติจะมองผลลัพธ์ต่าง ๆ ดังนี้ 1.Productivity 2.Quality 3.Cost 4.Delivery 5.Safety and Healthy 6.Environment 7.morale และมีการลงทุนแบ่งปันเป็น 3 ด้าน มีด้านทรัพยากรมนุษย์ในการพัฒนาบุคลากร (People) ด้านการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Process) ด้านการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในอาคารสถานที่ให้เหมาะสมทันสมัย (Place) โดยหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาการลงทุนมีอายุทางกายภาพ ด้านเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์หรือการเงิน ฟังก์ชั่นการใช้งาน
Wednesday, 21 February 2018 / Published in Energy Efficiency Management, Sustainability
Wednesday, 31 January 2018 / Published in Energy Efficiency Management, Sustainability
การบริหารจัดการพลังงานกับงานบำรุงรักษานั้น มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกันอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้นจะประหยัดพลังงานให้ได้ประสิทธิภาพและเกิดความสำเร็จแก่องค์กร เราต้องเอาใจใส่และเข้าใจเรื่องงานบำรุงรักษา (Preventive Maintenance: PM) เป็นอย่างดี คำถาม…ทำไมเราต้อง PM ? เหตุผลและจุดประสงค์หลักมีดังนี้ PM เพื่อยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น ตัวอย่าง กิจกรรม PM ที่พวกเราคุ้นเคยคือการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์เราจะไม่รอให้รถยนต์เสียแล้วจึงไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องดังนั้นการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเป็นประจำทุก 10,000 กิโลเมตร ก็เพื่อรักษาสภาพเครื่องยนต์และรถยนต์ให้วิ่งได้ดีต่อไป PM ลดค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน เพราะการบำรุงรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่องจักรอุปกรณ์นั้นก็สามารถลดค่าใช้จ่าย ลดค่าซ่อมแซม และการลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรที่เกิดขึ้นจากปัญหาขาดการบำรุงรักษา ตัวอย่าง การไม่บำรุงรักษาแผงกรองอากาศหรือ filter ของเครื่องปรับอากาศห้องพักโรงแรม ก็จะทำให้ฝุ่นอุดตันที่ filter เกิดการบล็อกการไหลของอากาศผ่าน Evaporator Coil ทำให้เกิดน้ำแข็งเกาะ บน Evaporator Coil เกิดหยดน้ำและเกิดความเสียหาย ซึ่งไม่สามารถให้บริการได้ สะท้อนให้เห็นว่างาน PM ที่ดีนั้นจะทำให้ Downtime ของอุปกรณ์ลดลง มีผลต่อรายได้และความพึงพอใจ PM สามารถลดการใช้พลังงาน การเกิดปัญหาการสลิปของสายพาน การสกปรกของมอเตอร์การอุดตันของ Air filter ก็จะส่งผลให้มีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น