รู้หรือไม่? ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) คืออะไร
รู้จัก “ภาษีคาร์บอน” แบบเข้าใจง่าย
ภาษีคาร์บอน คือมาตรการที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเรียกเก็บภาษีจากกิจกรรม หรืออุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และก๊าซเรือนกระจกประเภทต่าง ๆ สู่ชั้นบรรยากาศ เป้าหมายสำคัญของมาตรการนี้ คือทำให้ภาคธุรกิจเห็น “ต้นทุนที่แท้จริง” จากการปล่อยคาร์บอน พร้อมทั้งกระตุ้นให้หันมาใช้พลังงานสะอาด และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น วิธีการจัดเก็บภาษีจะพิจารณาตามปริมาณก๊าซที่ปล่อยออกมา หมายความว่า “ยิ่งปล่อยมาก ก็ยิ่งต้องจ่ายภาษีสูงขึ้น” มาตรการนี้จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ผู้ประกอบการมองหาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำที่สุด เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ประเภทของ “ภาษีคาร์บอน”
1. ภาษีคาร์บอนทางตรง
จัดเก็บจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิตโดยตรง เช่น
- โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
- การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องจักร
- การเผาขยะและบำบัดน้ำเสีย
- การเผาไหม้จากยานพาหนะ
- การผลิตปูนซีเมนต์และเคมีภัณฑ์
ภาษีประเภทนี้มักมีอัตราที่สูง เพราะเป็นแหล่งกำเนิดคาร์บอนโดยตรง
2. ภาษีคาร์บอนทางอ้อม
จัดเก็บจากสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น
- ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
- ภาษีก๊าซหุงต้ม (LPG)
- ภาษีถ่านหิน
- ภาษียานพาหนะ
แม้จะไม่ปล่อยคาร์บอนโดยตรง แต่ถือว่าเป็นปัจจัยที่กระตุ้นการใช้พลังงานฟอสซิล จึงถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่เหมาะสม

กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก “ภาษีคาร์บอน”
ธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จะต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มจากภาษีคาร์บอน โดยอุตสาหกรรมหลักที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่
1. อุตสาหกรรมพลังงานและไฟฟ้า
โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ จะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น และจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยี
ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน
2. อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
กลุ่มโรงงานที่ใช้วัตถุดิบจากปิโตรเลียม ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต
และพิจารณาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
3. อุตสาหกรรมเหล็กและซีเมนต์
การผลิตเหล็กและปูนซีเมนต์มีการปล่อยคาร์บอนจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีลดการปล่อย
เพื่อรองรับมาตรการภาษี
4. อุตสาหกรรมการผลิตและโลจิสติกส์
ภาคการขนส่งที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมาก จะได้รับผลกระทบชัดเจนหากมีการเก็บภาษีคาร์บอน
ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้น
สรุป
ผลกระทบจากภาษีคาร์บอนทำให้หลายภาคธุรกิจต้องทบทวนต้นทุนการดำเนินงานอย่างจริงจัง และเริ่มมองหาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน คือการหันมาใช้พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์
พลังงานแสงอาทิตย์ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า แต่ยังช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ขององค์กร พร้อมเพิ่มความได้เปรียบด้านการแข่งขันในยุคที่ธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น
แหล่งอ้างอิง :