Energy Saving Building (การอนุรักษ์พลังงานในอาคาร)

ปัจจุบันพบว่าอาคารธุรกิจส่วนใหญ่มีการใช้พลังงานสูงและมีแแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นอีกในอนาคต ทำให้ภาคธุรกิจหันมาให้ความสนใจในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน

โดยมีแนวทางในการอนุรักษ์พลังงานที่สำคัญที่ผู้บริหารและคณะทำงานควรศึกษาไว้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์พลังงานในอนาคต

  1. “การใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า” โดยการสร้างค่านิยมและจิตใต้สำนึกการใช้พลังงาน ด้วยการจัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์พลังงานง่ายๆ ที่ทำได้จริงและเห็นผลชัดเจน เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานและช่วยกระตุ้นให้บุคลากรขององค์กร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้พลังงานและอาสาเข้ามามีส่วนร่วมช่วยอนุรักษ์พลังงานของอาคารมากขึ้น
  2. “การวางแผนและควบคุมการใช้พลังงานอย่างเต็มประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด” มีการลดการสูญเสียพลังงานในทุกขั้นตอนมีการตรวจสอบและดูแลการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลาเพื่อลดการรั่วไหลของพลังงาน เช่น การลดใช้พลังงานเครื่องปรับอากาศ โดยการเปิดเครื่องปรับอากาศหลังเวลาเริ่มงาน 15 นาที และปิดก่อนเวลาเลิกงาน 30 นาที ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25-26 องศาเซลเซียล ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน ตรวจเช็คล้างฟิลเตอร์ เป่าคอนเดนซิ่ง แรงดันน้ำยา และอะไหล่ทุกชิ้นที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพจากการใช้งาน ให้มีการทำความสะอาดแผงกรองอากาศเป็นประจำทุกเดือน การลดชั่วโมงการทำงาน เช่น การปิดเครื่องทำน้ำร้อนน้ำเย็นซึ่งใช้ไฟฟ้ามาก ก่อนเวลาเลิกงาน 30 นาที หรือเปิดเฉพาะบางช่วงเวลา ปิดจอคอมพิวเตอร์และปิดเครื่องเครื่องปรับอากาศในเวลาพักเที่ยง การลดการใช้ไฟฟ้าและแสงสว่าง เช่น การเปิดไฟเฉพาะในเวลาทำการของสำนักงาน หากออกจากห้องเป็นเวลานานให้ปิดไฟทุกครั้ง และควรเปิดไฟทางเดิน เฉลียง ช่องบันได และห้องสุขาไว้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หมั่นบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่างอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทุก 3 เดือน โดยทำความสะอาดฝาครอบโคม หลอดไฟ เพื่อให้การทำงานของอุปกรณ์มีประสิทธิภาพ
  3. “การเลือกใช้พลังงานทดแทน” โดยเฉพาะพลังงานที่ได้จากธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมและพลังงานน้ำ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่ใช้แล้วไม่มีวันหมดไป ตัวอย่างเช่น การนำความร้อนจากแสงอาทิตย์มาประยุกต์ ใช้เพื่อเพิ่มอุณหภูมิของน้ำ นอกจากจะเป็นการประหยัดพลังงานในอาคารและประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยลดปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย
  4. “การเลือกใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง” หมายถึง เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรืออุปกรณ์ที่ติดฉลากประสิทธิภาพสูง รวมทั้งเลือกขนาดที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการใช้งานจริงๆ เช่น เลือกเครื่องปรับอากาศที่ทำความเย็นได้มากโดยใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย หรือเลือกใช้หลอดไฟที่สามารถให้แสงสว่างได้มาก โดยใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย เช่น หลอดไฟ LED ซึ่งการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองแล้วนั้นจะช่วยลดพลังงานและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงได้
  5. “การเพิ่มประสิทธิภาพเชื้อเพลิง” เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทำให้เชื้อเพลิงให้พลังงานได้มากขึ้น ตัวอย่าง การปรับเปลี่ยนหัวเบิร์นเนอร์ หรือระบบอุปกรณ์การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ให้ดียิ่งขึ้น
  6. “การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)” โดยการแปรรูปของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เช่น การนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นลมร้อนหรือน้ำร้อนก็สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานได้อีกทางหนึ่ง