รู้เท่าทันค่าไฟ อยู่บ้าน Work from Home อย่างไร? ไม่ให้ค่าไฟพุ่งงง!!

ในช่วงที่หลายองค์กรเริ่มมีมาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้านหรือ Work from Home ก็จะมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ทีวี ตู้เย็น เตาไฟฟ้า ไมโครเวฟ โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ ที่ทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ยิ่งในช่วงหน้าร้อนแบบนี้แล้วนั่งทำงานชิล ๆ ไปยังไม่ทันรู้ตัว ก็เจอกับบิลค่าไฟฟ้าที่พุ่งทะยานจนต้องตกใจ ซึ่งเราเองก็คิดว่าใช้เพิ่มไปนิดเดียวเองทำไมค่าไฟฟ้าถึงสูงขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นเราลองมาดูกันว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้มีอะไรบ้าง และกินไฟเท่าไหร่ แล้วจากนั้นเราจะมาลองคำนวณค่าไฟกันค่ะ

การใช้ไฟฟ้า 1 หน่วย หรือ 1 ยูนิต คือ การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า 1,000 วัตต์ ในหนึ่งชั่วโมง จะมีสูตรการคำนวนดังนี้

1 หน่วย = [กำลังไฟฟ้า(วัตต์) ของเครื่องใช้ไฟฟ้า / 1000] x จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า x จำนวนชั่วโมงการใช้งานใน 1 วัน

ตัวอย่าง

  • เครื่องปรับอากาศ ขนาด 18,000 BTU (ประมาณ 2,000 วัตต์) จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 12 ชั่วโมง หากคอมเพรสเซอร์ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เท่ากับใช้ไฟฟ้าวันละ [2000 /1000] x 1 x 8 = 16 หน่วยต่อวัน หรือ เดือนละ (30×16) = 480 หน่วย

  • ตู้เย็น ขนาด 125 วัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 24 ชั่วโมง หากคอมเพรสเซอร์ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง เท่ากับใช้ไฟฟ้าวันละ [125 /1000] x 1 x 12 = 1.5 หน่วยต่อวัน หรือ เดือนละ (30×16) = 45 หน่วย

  • หม้อหุงข้าว ขนาด 1.5 ลิตร (ประมาณ 600 วัตต์) จำนวน 1 เครื่อง เปิดใช้งานวันละ 30 นาที (0.5 ชั่วโมง) เท่ากับใช้ไฟฟ้าวันละ [600 /1000] x 1 x 0.5 = 0.3 หน่วยต่อวัน หรือ เดือนละ (30×0.3) = 9 หน่วย

  • หลอดไฟ ขนาด 36 วัตต์ รวมบาลาสต์อีก 10 วัตต์ เท่ากับหนึ่งหลอดใช้ไฟ 46 วัตต์ เปิดใช้งานจำนวน 6 หลอด 15 ชั่วโมง จะเท่ากับใช้ไฟฟ้าวันละ [46 /1000] x 6 x 15 = 4.14 หน่วยต่อวัน หรือ เดือนละ (30×0.3) = 124.2 หน่วย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งค่าไฟจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น อุณหภูมิโดยรอบ สภาพเก่าใหม่ของเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงการใช้งานของแต่ละคนด้วย

เมื่อเราทราบจำนวนหน่วย หรือยูนิต การใช้ไฟฟ้าในเบื้องต้นแล้ว ทีนี้เราจะมาดูหน่วยการใช้งานจริงในบิลการไฟฟ้ากันค่ะ ซึ่งจะมีวิธีการคิดคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าแบบบ้านอยู่อาศัย แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.1 คือ ที่ติดตั้งมิเตอร์ “ไม่เกิน 5 แอมป์” และมีการใช้ไฟฟ้า “ไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน” จะคิดค่าบริการรายเดือน 8.19 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของการไฟฟ้า เพื่อเป็นการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีรายได้น้อย

  • ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.2 คือ ที่ติดตั้งมิเตอร์ “เกิน 5 แอมป์” และ ที่ติดตั้งมิเตอร์ “ไม่เกิน 5 แอมป์” แต่มีการใช้ไฟฟ้า “เกิน 150 หน่วยต่อเดือน” ติดต่อกัน 3 เดือนขึ้นไป จะคิดค่าบริการรายเดือน 38.22 บาทต่อเดือน

ซึ่งบ้านอยู่อาศัยโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.2 ค่ะ

เราจะเห็นว่าในตารางคำนวนอัตราค่าไฟฟ้านั้นเป็นแบบขั้นบันได (อัตราก้าวหน้า) โดยแต่ละขั้นจะมีราคาที่แตกต่างกัน สรุปคือ บ้านไหนใช้น้อยก็จ่ายน้อย บ้านไหนใช้เยอะก็จะจ่ายแพงขึ้น

ลองมาดูตัวอย่างกันค่ะ

นอกจากนี้ยังมีค่าบริการ ค่าการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่าค่า Ft ซึ่งสามารถเช็คได้จากใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน โดยค่า Ft สามารถเป็นได้ทั้งบวกและลบ ส่วน VAT 7% นั้น เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประชาชนต้องชำระตามกฎหมายค่ะ

 

ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน ก็แปรผันตามอากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิที่สูงขึ้นมากกว่าช่วงอื่น ๆ รวมทั้งพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของคนในบ้านด้วยค่ะ

ตัวอย่าง  ถ้าเราเปิดแอร์ในจำนวนชั่วโมงเท่าเดิม เวลาเดิม แต่ทำไมค่าไฟถึงแพงขึ้น สาเหตุมีได้หลายปัจจัยค่ะ

  1. ในช่วงหน้าร้อน อากาศประมาณ 39 องศา แอร์ก็ต้องทำความเย็นจากอุณหภูมิของห้อง 39 องศา ให้ลงไปถึง 25 องศา ตามที่เราได้ตั้งไว้ ซึ่งแอร์ต้องทำงานมากกว่าปกติ สังเกตได้จากคอมเพรสเซอร์ที่มีเสียงดังตลอดเวลา นั่นคือแอร์กำลังทำงานอยู่ค่ะ เพื่อทำความเย็นสู้กับอากาศที่ร้อนข้างนอก มิเตอร์ไฟฟ้าก็จะหมุนไวขึ้น มากขึ้นตามจำนวนการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ค่ะ ซึ่งจะต่างกับในช่วงหน้าหนาวที่อุณหภูมิภายนอกเพียงแค่ 29 องศา ซึ่งทำให้แอร์ทำงานน้อยกว่ามากค่ะ

  2. แอร์สกปรก ไม่ได้ล้างทำความสะอาดมานาน นั่นก็ทำให้แอร์อุดตัน ไม่สามารถปล่อยความเย็นออกมากได้อย่างเต็มที่ ทำให้ห้องไม่เย็นเท่ากับอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ แอร์ก็จะทำงานมากขึ้นค่ะ

  3. จำนวนคน และจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มความร้อนอยู่ภายในห้อง อย่างคอมพิวเตอร์ ทีวี ตู้เย็น สิ่งที่กล่าวมานี้มีส่วนเพิ่มความร้อนให้กับห้อง ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อปรับอุณหภูมิในห้องให้ได้ตามที่เราตั้งไว้

  4. กิจกรรมของคนในบ้าน เช่น ตากผ้าเปียก ๆ ไว้ในห้อง ออกกำลังกาย หรือกินชาบู สุกกี้ ในห้องแอร์ นอกจากจะทำให้เกิดความร้อนภายในห้องแล้วยังทำให้เกิดความชื้นในห้องอีกด้วย ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะอีกหนึ่งหน้าที่ของแอร์ที่จะต้องทำความเย็นแล้ว ยังมีหน้าที่ดึงความชื้นออกจากห้องด้วยค่ะ

เห็นไหมคะว่าทุกอย่างมีส่วนในการเพิ่มค่าไฟของเราขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะจากหน้าหนาวมาหน้าร้อน ค่าไฟที่เราเคยจ่ายไว้จึงกระโดดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ และอีกหนึ่งตัวอย่างของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากขึ้นตามพฤติกรรมการใช้งานของเรา นั่นก็คือ ตู้เย็น ค่ะ

สาเหตุที่ทำให้ตู้เย็นทำงานมากขึ้นก็คือ

  1. เปิด-ปิด ตู้เย็นบ่อย ๆ ยิ่งในช่วงที่เราอยู่บ้าน ทำงานที่บ้าน หรือช่วงปิดเทอมหน้าร้อนอย่างนี้ เด็ก ๆ และคนในบ้านก็มักจะเปิดตู้เย็นบ่อยขึ้น ทุกครั้งที่เราเปิดตู้เย็นความเย็นจะไหลออกมา ทำให้ตู้เย็นต้องทำงานเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เราเปิดค่ะ สังเกตได้จากเสียงคอมเพรสเซอร์ของตู้เย็นที่กำลังทำงานอยู่นั่นเอง ยิ่งเปิดเยอะเงินในกระเป๋าเรายิ่งออกเยอะนะคะ

  2. ใส่ของในตู้เย็นมากเกินไป อัดแน่นจนตู้เย็นไม่สามารถทำความเย็นได้อย่างทั่วถึง ถ้าบ้านใครเป็นแบบนี้ บอกได้เลยค่ะว่า ตู้เย็นกินไฟแน่นอน ลองจัดระเบียบตู้เย็นกันบ้างนะคะ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าว ๆ ให้ทุกคนเข้าใจ ในการคิดคำนวณค่าไฟฟ้า และเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าของเรา ทีนี้เราต้องไปสำรวจตัวเองกันแล้วค่ะว่าพฤติกรรมหรือปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ค่าไฟบ้านเราแพงขึ้นและลองปรับการใช้งานเพื่อที่เราจะได้ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วยกันนะคะ

เคล็ดลับในการลดค่าไฟฟ้า

  • เปิดพัดลมเพื่อระบายความร้อนภายในห้องก่อนเปิดเครื่องปรับอากาศ

  • ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศา และเปิดพัดลมร่วมด้วย

  • ไม่รีดผ้า ไม่ตากผ้า ไม่ใช้ไดร์เป่าผม หรือไม่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เพิ่มความร้อนในห้องปรับอากาศ

  • ปิดแอร์ก่อนออกจากห้องหรือบ้าน 30 นาที หรือปิดทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน

  • เปิด-ปิดตู้เย็นให้น้อยลง และลดการแช่ของที่มากเกินความจำเป็น

  • ถอดปลั๊กไฟ หรือปิดสวิทช์ไฟที่ไม่ใช้งาน

  • เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED