พลังงานสะอาดมีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ด้วยปัญหาในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ การใช้พลังงานในรูปแบบเดิมไม่สามารถลดทอนปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ทำให้นานาประเทศต่างตระหนักและหาทางเปลี่ยนแปลงวิกฤติครั้งนี้ พร้อมเร่งลงมือทำอย่างจริงจัง  ประเทศไทยคือ 1 ใน 193 ประเทศที่ร่วมลงนาม SDGs (Sustainable Development Goals) มุ่งแก้ไขปัญหาความยั่งยืนโลก ขับเคลื่อนด้วยหลัก ESG (Environment, Social, Governance) โดยด้าน E (Environment) ย้ำถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน เช่น ฝุ่น PM2.5  ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน และการใช้พลังงานสูง ด้วยการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมนี้ ทำให้คนไทยหลายคนพบปัญหาสุขภาพ ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น เศรษฐกิจทรุดตัวลง ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลลัพธ์ล้วนมาจากปัญหาทางสิ่งแวดล้อม (E-Environment) ทั้งสิ้น ดังนั้นการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ ESG ถือเป็น 1 ในกุญแจหลักที่ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าว  ส่งผลให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างปรับตัวหาทางรอดและการเผชิญหน้ากับเศรษฐกิจที่ผันผวนโดยการหาโซลูชั่นมาช่วยการบริหารจัดการต้นทุนของสถานประกอบการ ซึ่งต้นทุนค่าใช้จ่ายขนาดใหญ่มักมาจากอาคารสูงของธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม   “อาคารสูง” เปรียบเสมือนศูนย์รวมแหล่งอยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานของมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่ใช้พลังงานมากสุด เนื่องจากการใช้ทรัพยากรต่างๆจากผู้คนในอาคาร ซึ่งการแหล่งกินพลังงานส่วนใหญ่มากจากระบบในอาคารซึ่งได้แก่ เครื่องปรับอากาศ การระบายอากาศ เครื่องจักรกล
                  ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาโลกของเราก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคธุรกิจได้มีการผลักดันองค์กรสู่โลกดิจิทัล (Digital Transformation) เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานแบบเดิม ๆ ระบบแนวคิดและวัฒนธรรมองค์กรให้เข้าสู่ดิจิทัล เช่นเดียวกันกับหลายองค์กรเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานให้มีความรับผิดชอบและตระหนักต่อทรัพยากรมากขึ้นทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลที่ดี (ESG Transformation) โดยไม่หวังแต่ผลกำไรทางธุรกิจ แต่เพื่อมุ่งเน้นทำให้องค์กรพัฒนาอย่างยั่งยืน  ปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มรู้จัก ESG ในองค์กรขนาดใหญ่ได้นำหลักการอย่าง ESG (Environment, Social, Governance) มาใช้พร้อมสื่อสารสาธารณะของกิจการ ที่ดำเนินการทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาล (การกำกับดูแล) เพราะเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจจากผู้บริหารและคณะกรรมการในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน  ESG จะเป็นแรงขับเคลื่อนครั้งใหญ่ในการทำธุรกิจต่อองค์กรทั่วโลก หากผนวก ESG เข้ากับกลยุทธ์ขององค์กรนั้น มีผลให้องค์กรสามารถลดความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจ ขยายขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับกระแสสังคมโลกที่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม เห็นคุณค่าต่อสังคมกันอย่างจริงจัง   ดังนั้น การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนตามแบบอย่าง ESG ที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่นโยบาย วิสัยทัศน์หรือพันธกิจเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่น รายงานทางการเงิน
                  ในปี 2565 เป็นปีที่ทั่วโลกยังคงเผชิญกับโรคระบาดจาก โควิด 19 (Covid 19) ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งสังคม (Social) และเศรษฐกิจ  (Economic) ด้วยผลกระทบหลายอย่างที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ทุกฝ่ายต้องแก้ปัญหา เพื่อให้บุคลากรดำเนินอนาคตไปได้ และธุรกิจอยู่รอดพร้อมกับเป็นผู้ให้ ไม่ใช่แค่ต้องการได้กำไรเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจยังต้องดำเนินพาให้ สังคม สิ่งแวดล้อม เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน                    หลายองค์กรเริ่มฟื้นตัว หลายองค์กรยังไม่ฟื้นตัว จากผลกระทบโควิด 19 ต่างก็เร่งพลักดันสร้างผลกำไรให้กลับมา โดยอาจลืมคำนึงถึงต้นทุน (Cost) ที่อาจเกิดขึ้นหรือต้นทุนแฝงต่างๆ (Hidden Cost) ทั้งนี้จากการสำรวจผู้บริหาร กว่า 250 รายครอบคลุม 11 กลุ่มอุตสาหกรรม
การระบายอากาศ และการจัดการระบบปรับอากาศที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้อาคาร เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารที่ปิดมิดชิด เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าในการใช้เครื่องปรับอากาศ ทำให้ขาดการหมุนเวียนของอากาศภายในอาคาร หรือมีอากาศจากภายนอกเข้ามาในอาคารน้อยเกินไป เกิดการสะสมของก๊าซคารบอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก และเกิดการสะสมสารมลพิษต่าง ๆ เช่น สารอินทรีย์ระเหยที่เกิดจากการใช้สารเคมีภายในอาคาร เชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย หรือ แม้กระทั่งฝุ่น PM10 PM2.5 ที่สะสมในบริเวณต่าง ๆ ของอาคาร รวมทั้งการควบคุมอุณหภูมิความชื้นที่ไม่เหมาะสมทำให้เชื้อโรคภายในอาคารเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ผู้ใช้อาคารจึงมีโอกาสได้รับสารมลพิษทางอากาศที่มากเกินไป ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้อาคาร ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพลดลง และมีการขาดงานมากขึ้น ซึ่งเราเรียกการเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำงานในอาคารนี้ว่า Sick Building Syndrome โดยจะมีอาการปวดศีรษะ คัดจมูก ระคายเคืองตา ไอ จาม และเป็นผื่นตามผิวหนัง จนกระทั่งมีการติดเชื้อที่มีอาการคล้ายปอดอักเสบ ดังนั้น การจัดการระบบปรับอากาศ และการออกแบบระบบระบายอากาศให้เหมาะสมและเพียงพอกับพื้นที่หรือกิจกรรมภายในอาคาร ติดตั้งแผ่นกรองอากาศที่บริเวณท่อนำเข้าอากาศ ตรวจสอบสภาพเครื่องปรับอากาศและทำความสะอาดเป็นประจำ รวมทั้งควบคุมแหล่งกำเนิดของสารมลพิษที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมของผู้ใช้อาคารเอง ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้คุณภาพอากาศในอาคารดีขึ้น อินโน ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบระบบระบายอากาศ ระบบปรับอากาศ และการบริหารจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคาร ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ ก่อสร้าง ปรับแต่งระบบ ทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน และการบำรุงดูแลรักษา พร้อมทั้งมี Solution
          ด้วยสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 (Covid-19) หลายธุรกิจต่างประสบกับปัญหา อาจถึงขั้นหยุดกิจการหรือปิดกิจการ ซึ่งเป็นผลกระทบอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจการโรงแรม ที่เกิดจากการปิดพื้นที่ Lockdown ประเทศ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และถึงแม้ว่าตอนนี้รัฐบาลได้มีมาตรการคลายล็อคดาวน์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ปกติอีกครั้ง แต่ในยุคโควิด-19 พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวได้เปลี่ยนไปตามปัจจัยความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โรงแรมและธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่วิถีท่องเที่ยวและมาตรฐานรูปแบบใหม่ (Travel New Normal) ซึ่งโรงแรมต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง ยกระดับการปฏิบัติงาน การเข้าพัก และการให้บริการให้ได้มาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ดี สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวในการตัดสินใจเลือกที่พักหรือเข้าใช้บริการ   Checklist 1 จัดทำมาตรการเร่งด่วน ยกระดับมาตรฐานให้กับโรงแรม มาตรการตรวจสอบ คัดกรอง และประเมินความเสี่ยงของพนักงานและแขกผู้ใช้บริการ พร้อมจัดทำระบบการรายงานการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยของพนักงาน และเช็กประวัติการเดินทางของลูกค้าก่อนการ Check-in เข้าพักในโรงแรม มาตรการด้านสุขอนามัย กำหนดให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า จัดให้มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล (Social Distancing) อย่างน้อย 1-2 เมตร และจัดเตรียมจุดให้บริการเจลล้างมือแอลกอฮอล์ให้กับพนักงานและลูกค้า พร้อมส่งเสริมให้มีการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ มาตรการป้องกันและควบคุมเชื้อโรค โดยการวางแผนทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อในอากาศ บนพื้นผิวสัมผัส วัตถุและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในทุกพื้นที่ ทั้งพื้นที่ของพนักงาน
INNO นำ Digital Innovation สู่การยกระดับการทำงานบริการ (Hospitality) เพื่อการบริหารจัดการอาคารแห่งอนาคต เมื่อ New Normal บีบบังคับให้อาคารต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้ายิ่งกว่าที่เคย ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต covid-19 ที่ส่งผลกระทบกระจายไปทั่วโลก ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างมากคงหนีไม่พ้นธุรกิจบริการ (Hospitality) ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งสถานศึกษา คำถามจากทุกภาคส่วนสะท้อนกลับมาเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำอย่างไรถึงจะสร้าง “ความมั่นใจ” เพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการในยุค New Normal ที่พฤติกรรมลูกค้าได้เปลี่ยนไปจากเดิม ผู้บริหารอาคารต้องปรับตัวอย่างไรในสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แหล่งที่มาสำคัญอันดับต้นๆของ “ความมั่นใจ” เหล่านั้น แน่นอนว่าจะถูกสัมผัสได้จากองค์ประกอบทั้งหมดของ “อาคาร” จากประสบการณ์การบริหารอาคารของอินโนมากกว่า 25 ปี “หัวใจของอาคาร” ไม่ได้ปรับ เปลี่ยนไป แต่หากสถานการณ์ต่างๆ ช่วยให้เรามั่นใจในสิ่งสำคัญเหล่านี้มากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีการดำเนินการเพียงแค่ในบางอาคารเท่านั้น แต่ความปกติใหม่นี้ดึงให้ทุกอาคารกลับมาเห็นความสำคัญในส่วนที่สำคัญที่สุด เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าของอาคารที่ต้องมีความมั่นคงและมาตรฐานสูง อีกทั้งยังมีการรักษาสมดุลย์การใช้พลังงานและการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ Transform ผ่าน Digital Innovation ในงานวิศวกรรมอาคาร ซึ่งจะเป็น New Normal ในอนาคต
ในช่วงที่หลายองค์กรเริ่มมีมาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้านหรือ Work from Home ก็จะมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ทีวี ตู้เย็น เตาไฟฟ้า ไมโครเวฟ โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ ที่ทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ยิ่งในช่วงหน้าร้อนแบบนี้แล้วนั่งทำงานชิล ๆ ไปยังไม่ทันรู้ตัว ก็เจอกับบิลค่าไฟฟ้าที่พุ่งทะยานจนต้องตกใจ ซึ่งเราเองก็คิดว่าใช้เพิ่มไปนิดเดียวเองทำไมค่าไฟฟ้าถึงสูงขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นเราลองมาดูกันว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้มีอะไรบ้าง และกินไฟเท่าไหร่ แล้วจากนั้นเราจะมาลองคำนวณค่าไฟกันค่ะ การใช้ไฟฟ้า 1 หน่วย หรือ 1 ยูนิต คือ การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า 1,000 วัตต์ ในหนึ่งชั่วโมง จะมีสูตรการคำนวนดังนี้ 1 หน่วย = [กำลังไฟฟ้า(วัตต์) ของเครื่องใช้ไฟฟ้า / 1000] x จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า x จำนวนชั่วโมงการใช้งานใน 1 วัน ตัวอย่าง เครื่องปรับอากาศ ขนาด 18,000 BTU (ประมาณ 2,000 วัตต์) จำนวน 1
          จากสถานการณ์ความรุนแรง การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โรงพยาบาลหลายแห่งมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจำนวนมาก  ซึ่งห้องควบคุมโรคที่มีไม่เพียงพอ ทำให้แพทย์ พยาบาล พนักงาน และคนทำงานอาจได้รับความเสี่ยงในการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและเป็นอันตรายได้           ดังนั้น โรงพยาบาลจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่จะเข้ามารับการรักษามากขึ้น โดยให้ความสำคัญในการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อทางอากาศในโรงพยาบาล โดยเฉพาะหอผู้ป่วยรวม ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ เพียงพอที่จะป้องกันเชื้อไม่ให้ออกสู่ภายนอกทำให้ผู้อื่นเป็นอันตราย COHORT WARD คืออะไร? ห้อง COHORT WARD คือ ห้องที่ใช้รองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ COVID-19 หรือเชื้อที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรค เช่น ไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดสายพันธุ์ต่าง ๆ ใช้เฉพาะผู้ป่วยที่ยืนยันแล้วเท่านั้น ในสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยยืนยันจำนวนมาก เป็น ward ที่มีการระบายอากาศที่ดี ทิศทางลมต้องให้บุคลากรอยู่เหนือตลอด เป็น ward ที่มีแรงดันลบ (Negative Pressure) และต้องมีอัตราการระบายอากาศ ≥
ในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าภายในอาคารนั้นปลอดภัย เพราะมีการควบคุมอากาศด้วยระบบปรับอากาศที่มีการทำความสะอาดอยู่เสมอ แต่รู้หรือไม่ว่า ? คุณภาพอากาศภายในนั้นอาคารนั้นไม่ได้ปลอดภัยอย่างแท้จริง จากการศึกษา จากกรมอนามัยโลก หรือ WHO ค้นพบว่า ร้อยละ 30 ของอาคารทั่วโลกประสบปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคาร ซึ่งมีมลพิษสูงกว่าภายนอกอาคารถึง 100 เท่า!! โดยเฉพาะ อาคารประเภทโรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และอาคารสำนักงาน และในปัจจุบันอาคารต่าง ๆ ยังประสบกับปัญหาคุณภาพอากาศจากภายนอกอาคารที่มีค่าเกินกว่ามาตรฐานเข้ามาเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จึงทำให้ผู้คนต่างให้ความสนใจกับเรื่องของคุณภาพอากาศ และหาวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพของชีวิต   บริษัท อินโนเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษางานระบบวิศวกรรม และบริหารงานบำรุงรักษาซ่อมแซมงานระบบวิศวกรรม รวมถึงงานบริหารการจัดการพลังงานภายในอาคารและที่ปรึกษา​การแก้ปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) ปัญหาฝุ่นละออง ​PM2.5​ ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว สนใจติดต่อได้ที่ 02 941 4080 ต่อ 308 หรือ คลิกที่นี่ เพื่อให้เราติดต่อกลับ
ถ้าอากาศในเมืองไทยจะร้อนจนพัดลมธรรมดา ๆ ก็เอาไม่อยู่ขนาดนี้ การได้เครื่องปรับอากาศก็ทำให้เย็นกายเย็นใจได้บ้าง แต่เคยสงสัยไหมคะว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้เป็นเวลานาน นอกจากจะเปลืองไฟแล้ว ยังมีผลเสียต่อสุขภาพยังไงบ้าง ? หากเปิดแอร์ที่เย็นเกินไปในทันที หลอดเลือดในร่างกายอาจปรับตัวอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ แอร์ที่เย็นเกินไปจะทำหน้าที่ดึงความชื้นออกจากร่างกาย อาจทำให้ผิวหนังแห้ง จมูกแห้ง ตาแห้งได้ และอาจเกิดอาการคันตามผิวหนัง การเปิดแอร์ตลอดเวลา ทำให้ภายในห้องอากาศถ่ายเทไม่สะดวกเพราะต้องปิดประตูหน้าต่างตลอดเวลา อาจทำให้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อรา หรือไรฝุ่น ตามพรมเช็ดเท้า ผ้าขนหนู ที่นอน ผ้าห่ม หมอน หากดูแลทำความสะอาดไม่ดีพอ เมื่อไม่ทำความสะอาดแอร์เป็นเวลานาน อากาศจากแอร์จะเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจต่างๆ จนอาจเป็นหวัด ภูมิแพ้ หรือไอเจ็บคอได้ง่าย เพราะบริเวณเซลล์เยื่อบุโพรงจมูก คอ หลอดลม แห้งเกินไป หากจะไม่เปิดแอร์ก็คงเป็นเรื่องยาก อินโนแคร์ ขอแนะนำให้เปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศบ้าง และลดการเปิดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่เย็นจัด ที่สำคัญอย่าลืมตรวจเช็คสภาพและล้างเครื่องปรับอากาศและฟิลเตอร์กรองฝุ่นเป็นประจำด้วยนะคะ   บริษัท อินโนเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษางานระบบวิศวกรรม และบริหารงานบำรุงรักษาซ่อมแซมงานระบบวิศวกรรม รวมถึงงานบริหารการจัดการพลังงานภายในอาคารและที่ปรึกษา​การแก้ปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) ปัญหาฝุ่นละออง ​PM2.5​ ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว สนใจติดต่อได้ที่ 02 941 4080
ร้อนนนนน ร้อนเหลือเกิน!! หลาย ๆ คนกำลังคิดแบบนี้อยู่ใช่ไหมคะ อากาศร้อน ๆ แบบนี้ ใคร ๆ ก็อยากจะนอนอยู่แต่ในห้องปรับอากาศให้เย็นสบายไปทั้งวัน บางคนไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้า นั่งร้านกาแฟ และกลับบ้านมาเปิดเครื่องปรับอากาศนอนตลอดคืน แต่ทราบหรือไม่ว่า? อากาศเย็นสบายที่ออกมาจากเครื่องปรับอากาศนั้น สามารถทำร้ายสุขภาพของเราได้เช่นกัน เพราะหากเราดูแลบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศไม่ดี หรือไม่ได้ทำความสะอาดและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศเลย ก็อาจทำให้มีฝุ่นและเชื้อราสะสมอยู่ภายในเครื่องปรับอากาศได้ และเมื่อเราอยู่ในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน ๆ เราก็จะหายใจเอาเชื้อโรคที่สะสมอยู่นั้นเข้าไปในร่างกายของเราด้วย เพราะเครื่องปรับอากาศหากยิ่งเปิดใช้งานบ่อยและนานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีฝุ่นเข้าไปสะสมภายในเครื่องปรับอากาศมากขึ้นเท่านั้น ทำให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นและแบคทีเรีย ซึ่งความชื้นภายในเครื่องปรับอากาศจะทำให้แบคทีเรียที่สะสมอยู่นั้นกลายเป็นแหล่งเชื้อโรคในทันที เราอาจสังเกตุได้จากคราบความสกปรกและกลิ่นที่อับชื้นที่เกิดขึ้นกับเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะโรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และโรงแรม เป็นที่ที่เราต้องใช้เครื่องปรับอากาศร่วมกับผู้อื่น  หากอยู่เป็นเวลานาน และร่างกายไม่แข็งแรง อาจทำให้เสี่ยงติดเชื้อทางเดินหายใจได้อีกด้วย นอกจากนี้ฝุ่นต่าง ๆ ที่มาจากการเดินเข้า-ออก และการเปิด-ปิดประตูบ่อย ๆ ก็มีโอกาสสูงที่ฝุ่นจะเข้าไปในเครื่องปรับอากาศและทำให้สกปรกได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น บ้านที่อยู่อาศัย ร้านค้า และอาคารสำนักงานต่าง ๆ จึงควรทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศทุก 6 เดือน หรือหาวิธีป้องกันฝุ่นไม่ให้เข้าไปสะสมภายในเครื่องปรับอากาศ อย่างเช่น นวัตกรรม Airmask แผ่นดักจับฝุ่นละออง
ในปัจจุบันสภาพอากาศเต็มไปด้วยฝุ่นละอองจำนวนมาก ส่งผลให้หลายคนเริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ โดยมีอาการตั้งแต่ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกและน้ำตาไหล คันระคายเคืองทั่วใบหน้า มีผดผื่นแดงตามผิวหนัง ไปจนถึงอาการรุนแรงถึงขั้นท้องร่วง แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออก ซึ่งปัจจัยหลักนั้นเกิดจากการแพ้ฝุ่นนั่นเอง อาการแพ้ฝุ่นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทั้งนอกบ้านและในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการสูดดม การรับประทาน หรือการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ การทำงานบ้านที่ต้องเจอกับฝุ่น การออกไปนอกบ้านที่ต้องเจอกับควันและมลพิษ ­หากท่านเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองกำลังมีอาการแพ้ฝุ่น อินโนแคร์ขอแนะนำว่า ให้เริ่มจากการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมภายในบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เช่น ควรจัดบ้านให้โล่ง ไม่ใช้พรมและนำตุ๊กตามาแต่งห้องเพราะจะเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่นได้ และควรซักเครื่องนอนเป็นประจำทุกๆ สัปดาห์ นอกจากนี้ เราควรดูแลสุขภาพตัวเอง ทั้งตอนอยู่นอกบ้าน และภายในบ้านด้วย อย่างเช่น สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้ง และตอนทำความสะอาดบ้าน ที่สำคัญต้องคอยหมั่นตรวจและสังเกตุว่าภายในบ้านของเรานั้นมีจุดที่ทำให้เกิดฝุ่นสะสมได้หรือไม่ เช่น เครื่องนอน โซฟา ผ้าม่าน พรม และแอร์ ซึ่งถ้ามีท่านควรหมั่นดูแลและทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ นอกจากบ้านของเราแล้ว ที่ทำงานก็ต้องได้รับการดูแลเช่นกัน เพราะในปัจจุบันเราทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมง ที่ทำงานจึงเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและเชื้อโรคอย่างดี ยิ่งห้องทำงานที่มีคนเดินเข้า-ออก ตลอดเวลา มีอุปกรณ์สำนักงานจำนวนมากก็ยิ่งมีฝุ่นสะสมมาก อินโนแคร์จึงขอแนะนำวิธีป้องกันง่าย ๆ คือ
จากปัญหาฝุ่นมลพิษ PM2.5 ที่ปกคลุมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เราจึงป้องกันด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้ง แต่อย่าลืมว่านอกจากฝุ่นภายนอกแล้ว ภายในบ้านของเราเองก็มีฝุ่นละอองอยู่มากมายเช่นเดียวกัน แต่จะให้สวมหน้ากากตลอดเวลาก็คงทำได้ยาก อินโนแคร์จึงขอแนะนำวิธีป้องกันฝุ่นภายในบ้าน ที่สามารถทำตามได้ง่าย ๆ ดังนี้ 1. ปิดประตู-หน้าต่างให้สนิท ในช่วงที่อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นละออง วิธีป้องกันฝุ่นเข้าภายในบ้านได้ง่ายที่สุด คือ ปิดประตูทุกครั้งที่เข้า-ออก ให้สนิท และไม่เปิดหน้าต่างทิ้งไว้ รวมถึงอุดรอยรั่วตามขอบประตูหรือช่องลมต่าง ๆ ของบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองผ่านเข้ามาได้ 2.หมั่นทำความสะอาดบ้าน    ถึงเราจะปิดประตู-หน้าต่าง และป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าภายในบ้านแล้ว แต่ภายในบ้านก็ยังมีฝุ่นอยู่อีกจำนวนมาก และมีเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราจึงควรทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ และควรใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดบ้านแทนการใช้ไม้กวาดหรือเครื่องดูดฝุ่น เนื่องจากจะทำให้ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วบ้าน 3.หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เกิดฝุ่นควัน ถ้าไม่อยากให้ปริมาณฝุ่นในบ้านเพิ่มขึ้น ก็ต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นในบริเวณบ้าน เช่น การปิ้งย่าง การทำอาหารด้วยเตาถ่าน การจุดธูป-เทียน การเผาเศษขยะ รวมถึงการสูบบุหรี่ 4.ปลูกต้นไม้ในบ้าน นอกจากต้นไม้จะทำให้อากาศสดชื่นแล้ว การรดน้ำต้นไม้บ่อย ๆ จะช่วยลดฝุ่นและเพิ่มความชื้นในอากาศได้อีกด้วย ต้นไม้ที่แนะนำได้แก่ ต้นจั๋ง ต้นเดหลี ต้นตีนตุ๊กแกฝรั่ง ต้นเข็มสามสี และต้นเศรษฐีเรือนใน 5.หาตัวช่วยดักจับฝุ่น
เมื่อพูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานมากที่สุด และใช้งานเป็นเวลานานที่สุด เราคงต้องนึกถึงเครื่องปรับอากาศ ที่มีหน้าที่ทำให้อากาศภายในห้องนั้นเย็นฉ่ำ แต่จะมีสักกี่คนที่คำนึงถึง “คุณภาพอากาศ” ที่ออกมาจากเครื่องปรับอากาศบ้าง ? ในแต่ละวันเราเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศมากถึง 18 ชั่วโมง หรือบางคนอาจจะมากกว่านั้น!! สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ฝุ่นภายในห้องปรับอากาศ ที่ถูกดูดเข้าไปในเครื่องปรับอากาศและสะสมอยู่ในชุดคอยล์เย็น และจะสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะทำการล้างเครื่องปรับอากาศครั้งใหญ่ ฝุ่นเหล่านี้จะทำให้เครื่องปรับอากาศมีประสิทธิภาพลดลง และเนื่องจากอุณหภูมิ ความชื้น บริเวณคอยล์เย็นนั้น เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรคมากที่สุด ทำให้ฝุ่นที่เข้าไปสะสมภายในเครื่องปรับอากาศ เกิดเป็นเชื้อต่าง ๆ เช่น เชื้อรา เชื้อไวรัส และรอให้คนที่อาศัยอยู่ภายในห้องนั้นหายใจนำเข้าสู่ร่ายกายไปในที่สุด หลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เครื่องปรับอากาศจะมีตัวทำความเย็นอยู่ภายในที่เรียกว่า คอยล์เย็น โดยอากาศภายในห้องจะถูกดูดผ่านช่องรีเทิร์น เข้าไปในเครื่องปรับอากาศ และผ่านฟิลเตอร์ดักฝุ่นหยาบก่อน ซึ่งฟิลเตอร์ที่ติดมากับเครื่องปรับอากาศนี้ สามารถกรองฝุ่นหยาบได้ แต่ไม่สามารถกรองฝุ่นละเอียดได้เลย เนื่องจากเส้นใยของฟิลเตอร์ที่ถักทออย่างเป็นระเบียบทำให้มีช่องว่างที่ฝุ่นละเอียดสามารถลอดผ่านเข้าไปสะสมในคอยล์เย็น และเกิดเป็นที่อยู่อาศัยของ เชื้อรา เชื้อแบคทีเรียภายในเครื่องปรับอากาศได้ หากลองรื้อโครงเครื่องปรับอากาศออกมาดู จะพบว่าฟิลเตอร์ที่เราเห็นนั้นความจริงแล้วป้องกันฝุ่นได้เพียง 75-80% เท่านั้น ซึ่งยังมีบางส่วนของเครื่องปรับอากาศที่ฟิลเตอร์ไม่ได้ป้องกันฝุ่นเลย ทำให้ฝุ่นเข้าไปสะสมในคอยล์เย็นได้มากถึง 20-25% ตามขอบด้านข้าง ด้านล่าง และด้านบนของเครื่องปรับอากาศ ทำให้ฝุ่นละเอียดนั้นติดอยู่ภายในเครื่องปรับอากาศ
โครงการอนุรักษ์พลังงานของศูนย์บริการเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ซึ่งมาจากแนวคิดของ คุณสุรพล โตวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์หาต้นทุนในทุก ๆ ด้านที่เกิดจากการทำกิจการของศูนย์บริการ ซึ่งผลจากการวิเคราะห์พบว่า ต้นทุนค่าใช้จ่ายหนึ่งที่มีความสำคัญมาก และมีสัดส่วนสูงก็คือ ต้นทุนทางด้านพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 6 ล้านบาทต่อปี จึงเกิดแนวคิดที่จะลดการใช้พลังงานโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าลงอย่างเร่งด่วน ประกอบกับพนักงานทุกคนมีความเห็นพ้องต้องกันที่ต้องการมีส่วนร่วมกันในการลดการใช้พลังงานของศูนย์บริการลง จึงได้ติดต่อให้บริษัทอินโนเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด มาเป็นที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงานให้ ซึ่งเริ่มจากการกำหนดนโยบายการประหยัดพลังงานออกมา โดยเป้าหมายที่ระบุไว้ คือ “Toyota Buzz จะดำเนินการและพัฒนาระบบการจัดการพลังงานอย่างเหมาะสม รวมถึงการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และไม่มีผลทำให้ประสิทธิภาพการบริหารงานและการให้บริการตามพันธกิจของโตโยต้าบัสส์ลดลง” ในการดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงานของศูนย์บริการ มีความมุ่งมั่นให้เกิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลงมากที่สุด โดยใช้ความมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคนเป็นแรงขับเคลื่อน จึงได้มีการจัดตั้งทีมอนุรักษ์พลังงานขึ้นมา โดยมี คุณสุรพล โตวิวัฒน์ เป็นประธานกรรมการ และมี Synergy Buzz Team ซึ่งเป็นพนักงานระดับหัวหน้าจากทุกแผนกในศูนย์บริการ ที่มีใจรักต่อองค์กร คอยสอดส่องดูแลการใช้พลังงานของพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง และให้เกิดการปฏิบัติที่แท้จริง ซึ่งการันตีได้ว่า “พื้นที่ทุกตารางเมตรในศูนย์บริการจะมีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานเสมอ” ???? ด้านกิจกรรมการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 30,000 โครงการ